Welcom to new mom blog

ยินดีต้อนรับคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่ แชร์ประสบการณ์และหาความรู้เพิ่มเติม

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

สิ่งที่ต้อง'ทำ' หลังรู้ว่า 'ตั้งครรภ์'

...ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับว่าที่คุณแม่มือใหม่ไว้ล่วงหน้าเลย
นะคะ สำหรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆในชีวิตครั้งยิ่งใหญ่ก็ว่าได้เลยละ (อาจฟังดูเวอร์ไปนิด) แต่สำหรับตัวอุ้ยแล้ว เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เลย เรามาดูกันนะคะว่าสิ่งใดที่ต้องทำก่อน หลัง ต้องมีการวางแผนไว้นิดนึงนะ กันลืมนะคะ

1>> ไปฝากท้อง จะเป็นที่คลินิก,โรงพยาบาลรัฐหรอเอกชนก็ได้
สำหรับตัวอุ้ยเองไปฝากที่คลินิก เค้าบอกว่ายิ่งฝากครรภ์เร็วเท่าไร ก็ยิ่ง
เป็นประโยชน์ทั้งแม่และลูกมากเท่านั้น อุ้ยก็เลยไปฝากท้องแต่เนิ่นๆเลยเหมือนกัน ตอนแรกก็คิดว่าตัวเองก็เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆทั่วไป ที่สามารถมีลูกได้ปกติ โดยที่ไม่ได้ตรวจเลือดก่อนตั้งท้อง(แนะนำเพื่อนเลยๆนะคะว่าต้องตรวจเลือดก่อนที่จะท้องไม่งั้นก็จะต้องเป็นเหมือนอุ้ย คือทั้งตัวอุ้ยเองและตัวสามี เป็นพาหะธาลัสซีเมียชนิดเดียวกัน คือ เบต้า ธาลัสซีเมีย ซึ่งก็คือ
-ลูกจะเป็นปกติ เท่ากับ ร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4
-ลูกจะมียีนแฝง (เป็นพาหะ) เท่ากับ ร้อยละ 50 หรือ 2 ใน 4
-ลูกจะเป็นธาลัสซีเมีย เท่ากับ ร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4

...ซึ่งลูกของอุ้ยเองก็เป็น..โรคธาลัสซีเมีย.. แต่เป็นชนิดที่ไม่รุนแรงมาก เกร็ดเลือดของตัวลูกมากกว่าเกร็ดเลือดของตัวอุ้ยเองที่เป็นแค่พาหะอีก ทำการตรวจด้วยการ เจาะน้ำคร่ำ ปกติการเจาะน้ำคร่ำสามารถทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 16 สัปดาห์เป็นต้นไป แต่สำหรับตัวอุ้ยกว่าหมอจะได้ส่งตัวไปก็ 18 สัปดาห์กว่าแล้ว เกือบไม่ได้เจาะ เพราะว่าอายุครรภ์มากแล้ว คุณหมอที่ทำการเจาะน้ำคร่ำบอกนะคะ (รายละเอียดย่อยๆ เดียวค่อยเล่าในหัวข้ออื่นน่ะค่ะ)ตอนนั้นถ้าลูกเป็นโรคธาลัสซีเมีย ชนิดที่รุนแรงมาก หมอก็จะแนะนำให้เอาออกแต่คุณแม่ลองคิดดูซิค่ะว่า 18 สัปดาห์กว่าแล้ว ลูก มีครบทุกอย่างแล้ว จะให้เอาออกได้ยังไง อุตสาห์อุ้มท้องมาตั้งหลายสัปดาห์แล้ว จะทำใจได้ยังไง
...สำหรับคุณแม่ที่ไปฝากท้อง จะได้ตรวจร่างกายอย่างละเอียด คำนวณกำหนดวันคลอดคร่าวๆ พร้อมซักประวัติเพื่อประเมินว่าคุณแม่มีความเสี่ยงเรื่องใดบ้างในการตั้ง ครรภ์ครั้งนี้ เพราะฉะนั้นข้อมูลส่วนตัวที่คุณแม่ต้องเตรียมไปฝากครรภ์คือ รายละเอียดเกี่ยวกับการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย ประวัติการเจ็บป่วย การแพ้ยาต่างๆ
2>> หาข้อมูลให้พร้อมสู่การเป็น ‘แม่'
ไม่ว่าจะ เป็นตำรับตำรา นิตยสาร ข้อมูลตามเวปไซต์แม่และเด็ก หรือ
การเข้าคอร์สอบรมแม่ตั้งครรภ์ สิ่งเหล่านี้จะช่วย update ข้อมูลเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ การดูแลครรภ์ ไปจนกระทั่งการดูแลลูกหลังคลอด เพื่อให้ว่าที่คุณแม่ได้เปิดโลกทัศน์และเตรียมตัวสู่การเป็นแม่ได้อย่างถูก วิธียังไงละคะ
3>> เตรียมรับมือกับอาการแพ้ท้อง
อาการแพ้ท้องของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันมากน้อยแตกต่างกันไป
ใครที่ไม่เจอกับตัวเองก็คงไม่รู้ว่าทรมานแค่ไหน มีทั้งคลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ เหม็นเบื่อไปสารพัด(แม้แต่สามีอยู่ใกล้ยังเหม็นเลย เหอๆ) บ้างก็อยากกินของเปรี้ยวๆ แปลกๆ ขอเพียงแค่ได้กินนิดเดียวก็หายอยากแล้ว หากไม่ได้กินเหมือนใจจะขาดซะให้ได้ วิธีแก้อาการแพ้ ก็คือหาขนมเครกเกอร์มากินช่วงที่มีอาการคลื่นไส้ หรอจะเป็นน้ำขิงอุ่นๆก็ช่วยได้ไว้จิบระหว่างวัน และต้องพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ และไม่ควรปล่อยให้ท้องว่างน่ะคะ
4>> สนุกกับการ Mix & Match
จะเป็นกางเกงหรือกระโปรงก็ไม่มีปัญหา ถึงท้องก็สวยเท่ได้ ขนาดท้อง
จะเริ่มขยายชัดขึ้นในช่วงอายุครรภ์ 4 เดือน (สำหรับท้องแรกบางคนอาจจะดูไม่ชัดมากเท่าไหร่) คุณแม่จึงควรเตรียมชุดคลุมท้องที่สวมใส่ง่าย และสะดวกเวลาที่ต้องเข้า- ออกห้องน้ำบ่อยๆ ยิ่งอายุครรภ์มากขึ้น ก็จะเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น รวมทั้งชุดชั้นในที่ใส่แล้วสบายไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด วิธีเลือกเสื้อชั้นในก็ให้เลือกชนิดที่มีตะขอปรับขยายขนาดไว้มากๆ จะได้ไม่ต้องซื้อใหม่บ่อยๆ ส่วนกางเกงชั้นในช่วงอายุครรภ์อ่อนๆ ก็อาจใส่แบบบิกินี่ที่ไม่รัดเอวมากเกินไป พออายุครรภ์มากขึ้นค่อยเปลี่ยนมาใส่แบบพยุงครรภ์เพื่อช่วยรับน้ำหนักท้องแทนคะ
5>> ไปหาหมอฟัน
เมื่ออาการแพ้ท้องค่อยๆ ทุเลาลง แนะนำว่าควรไปพบทันตแพทย์อย่าง
น้อยสักครั้งนะคะ เพื่อตรวจสุขภาพฟัน ถ้าฝากท้องที่โรงพยาบาลรัฐ จะมีการตรวจฟันให้ด้วยถ้าฝากที่คลินิก ต้องไปหาหมอฟันเพื่อตรวจเองเพราะคุณแม่ที่ตั้งครรภ์จะมีปัญหาสุขภาพฟันมีมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นน้ำลายที่มีมากในช่วงท้อง 3 เดือนแรกอาจส่งผลต่อฐานฟัน หรือการกินของขบเคี้ยวผลไม้รสเปรี้ยว เพื่อบรรเทาอาการแพ้ท้องอาจทำให้เคลือบฟันสึกหรือฟันผุได้ง่าย รวมถึงฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ก็เป็นตัวการทำให้ เนื้อเยื่อต่างๆ อ่อนนุ่มลงและมีเลือดมาเลี้ยงเหงือกมากขึ้นจึงทำให้เลือดออกตามไรฟันได้ง่ายกว่าปกติ และที่สำคัญก่อนทำฟันอย่าลืมบอกคุณหมอด้วยว่ากำลังตั้งครรภ์อยู่คะ
6>> เตรียมร่างกายให้พร้อม
การบริหารร่างกายเพื่อ เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการคลอดจะช่วยให้
คุณแม่สบายใจและมั่นใจในการคลอดมาก ขึ้นคะ โดยเฉพาะการบริหารกล้ามเนื้อขาและอุ้งเชิงกราน เช่น ฝึกนั่งแบะขาดึงข้อเท้า ฝึกนั่งยองๆ เท่าที่โอกาสจะอำนวย เพื่อให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและต้นขาแข็งแรง และจะช่วยให้คลอดง่ายขึ้น จะเป็นการบริหารแบบโยคะก็ช่วยได้นะคะ แต่ควรระวังท่าในการบริหาร เพราะอาจจะมีผลกับลูกในท้องได้
7>> อายุครรภ์ยิ่งมากขึ้น ระวังตะคริวถามหา
ตะคริวเป็นอาการที่พบได้บ่อยในช่วงเดือนที่ 6 ของการตั้งครรภ์ มี
สาเหตุมาจากการยืนเดินมาก หรือนั่งห้อยเท้าตลอดทั้งวัน และเป็นสัญญาณที่ร่างกายบอกให้รู้ว่าคุณแม่ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอหรือขาด เกลือแร่ระหว่างตั้งครรภ์ เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรดื่มนมหรือกินอาหารที่มีแคลเซียม เช่น กุ้งแห้ง ปลาเล็กปลาน้อยหากเป็นผลไม้ที่ให้แคลเซียมเยอะก็คือ ฝรั่ง ซึ่งสามารถกินได้ตลอดทั้งวัน ส่วนวิธีแก้ไขเมื่อเป็นตะคริวทำได้ง่ายๆ คือ รีบเหยียดขาออกไปให้ตึงที่สุด จากนั้นดัดปลายเท้ากระดกขึ้นห้ามบีบนวดบริเวณที่เป็นตะคริวเด็ดขาด เพราะจะทำให้คุณแม่ปวดขามากๆกว่าจะหายได้ก็หลายวันคะ เหยียดขาให้ตรงๆสักพัก เพื่อให้กล้ามเนื้อให้คลายออก
8>>เตรียมตั้งชื่อลูกสาว – ลูกชายรอได้เลยคะ
ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่จะรู้แล้วลูกของเราเพศชายหรอเพศหญิง ควรจะหา
ข้อยุติ เกี่ยวกับชื่อลูกให้ได้ เพราะช่วงที่คุณแม่เจ็บท้องคลอดแล้วพยาบาลต้องถามชื่อเพื่อไปทำสูติบัตรลูกจะได้ไม่ ฉุกละหุก และไม่ต้องมาเสียเวลาเปลี่ยนชื่อกันใหม่อีก สำหรับคุณแม่ที่เชื่อเรื่องชื่อมีอิทธิพลกับชีวิต แนะนำว่าควรรีบหาตำรามาอ่านและเลือกชื่อที่เหมาะสมเสียแต่เนิ่นๆ แบบว่าตั้งเผื่อไว้เลย 7 วัน คลอดออกมาวันไหนก็ชื่อนั้นคะ
9>> เคลียร์งานและลาคลอด
สำหรับคุณแม่ที่ยังทำงานอยู่ก็ควรจะเคลียร์งานต่างๆ ที่คั่งค้างให้เรียบ
ร้อยก่อนถึงกำหนดคลอดประมาณ 1 เดือน ที่สำคัญอย่าลืมสอบถามรายละเอียดวันลาคลอดของบริษัทด้วยว่า ลาได้ทั้งหมดกี่เดือน กี่วัน สมมุติถ้าลาวันนี้จะต้องกลับมาทำงานอีกทีเมื่อไหร่ รวมถึงสอบถามเรื่องสวัสดิการต่างๆ ให้ชัดเจนด้วย เพื่อคุณจะได้ไม่เสียประโยชน์ที่พึงได้รับ
10>> จัดห้องเพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่
หลังจากลางานแล้วคุณแม่ก็จะมีเวลาพักผ่อน กาย ใจ เต็มที่ ระหว่างนี้
ควรฝึกการหายใจผ่อนคลายความเจ็บปวดระหว่างคลอดไปในตัว หัดขมิบหน้าท้อง ชวนคุณสามีจัดเตรียมห้องหับไว้ต้อนรับสมาชิกตัวน้อย รวมไปถึงข้าวของต่างๆ ที่จะต้องให้คุณสามีเอาไปให้ที่โรงพยาบาล ควรจะจัดเตรียมไว้แต่เนิ่น กันลืม เช่น ผ้าอ้อม เสื้อผ้าทั้งของลูกและของแม่สำหรับใส่กลับบ้าน ที่ลืมไม่ได้คือเบอร์ติดต่อฉุกเฉินกรณีที่คุณแม่เกิดเจ็บท้องคลอดกะทันหันไว้ด้วย
…การได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว เมื่อถึงคราวที่
จะต้องเข้าห้องคลอดกันจริงๆ คุณแม่ก็จะได้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง และทำหน้าที่ให้กำเนิดชีวิตน้อยๆ ได้อย่างมั่นใจแล้วคะ

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ครั้งแรกกับคำว่า “แม่”


...ไปหาหมอซาวด์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มกราคม 2552 หมอบอกว่าท้อง แต่ให้มาซาวด์อีกรอบดูการเจริญเติบโตของเด็กในครรภ์อีกครั้ง อาจจะท้องลมหรอท้องหลอกก็ได้ ตอนนั้นก็งงกับคำว่า ท้องลมเหมือนกันค่ะ ก็ถามคุณหมอ ๆ ท่าน ก็บอกว่า มีการตั้งครรภ์จริง แต่ไม่มีตัวเด็ก หรือที่เรียกกันว่า มี ภาวะไข่ฝ่อ (Blighted ovum) ตอนนั้นก็ลุ้นๆอยู่เหมือนกัน เพราะเป็นท้องแรกซะด้วย ความรู้สึกครั้งแรกที่รู้ตัว ว่าตัวเองกำลังท้อง มีทั้งตื่นเต้น กลัว สารพัด กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง คิดไปต่างๆนาๆ ว่ารูปร่างเราจะเปลี่ยนไปบ้างล่ะ อารมณ์เราจะเป็นยังไง (ฟังเค้ามาอีกทีว่า คนท้องอารมณ์แปรปรวนง่าย) ถามว่ารู้สึกดีใจมั้ย? ก็ดีใจนะ เพราะกับแฟนก็คบกันมา 10 ปีแล้ว ถึงวันที่ต้องไปฟังผล คุณหมอบอกว่า เด็กมีการเจริญเติบโตนะ จะฝากท้องเลยหรอป่าว โอ๊ย!!! ดีใจสุดๆ (แต่ก็มีแอบคิดนะว่า ต่อไปสามีคงจะรักลูกมากกว่ารักเรา แต่ก็คิดกลับกันว่า เราก็รักลูกเรามากกว่าสามีเช่นกัน )บางครั้งความคิดก็ตลกๆเหมือนกัน คิดว่าเราจะรักลูกแค่ไหนนะ แล้วหน้าตาลูกจะเป็นยังไง เหมือนพ่อหรอว่าเหมือนแม่นะ แล้วเพื่อนๆคนอื่นๆล่ะค่ะ มีความรู้สึกยังไงกันบ้างค่ะ มาเล่าให้ฟังบ้างนะ ^^