Welcom to new mom blog

ยินดีต้อนรับคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่ แชร์ประสบการณ์และหาความรู้เพิ่มเติม

วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553

สร้างศิลปินน้อยวัยเตาะแตะ

ศิลปะวัยเตาะแตะ คุณแม่ทั้งหลายฟังแล้ว อย่าเพิ่งตัดสินความสามารถของลูกเสียก่อน ว่าหนูทำไม่ได้หรอก ยากเกินไป เพราะการคิดเช่นนี้ เท่ากับเป็นการปิดกั้นโอกาสลูกซะแล้ว เพราะอันที่จริง วัยเตาะแตะนี้สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ง่าย เรื่องศิลปะจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหนูเลย ถ้าได้ฝึกอย่างมีชั้นเชิง
เด็กสามารถเรียนศิลปะได้ตั้งแต่วัยก่อน 1 ขวบ หรือถ้าจะให้พร้อมก็เมื่อเขาเริ่มเดินได้แข็ง และใช้มือได้คล่องขึ้น แต่ทั้งนี้วัยเตาะแตะก็ยังต้องการคุณแม่เป็นผู้ฝึกปรือคนสำคัญ ซึ่งข้อดีการสอนศิลปะให้เด็กตั้งแต่เล็กๆ นั้น คือสมองของหนูในช่วงวัยนี้ยังเต็มไปด้วยจินตนาการ จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วและซึมซับง่ายขึ้น

ศิลปะให้สิ่งดีๆ กับหนู
เพราะหนูน้อยวัยเตาะแตะได้ฝึกกล้ามเนื้อมือ นิ้วมือ ไปด้วย ขณะเดียวกันประสาทสัมผัสทางตาก็ได้ฝึกฝนให้ทำงานได้ประสานกันมากขึ้น อีกทั้งความคิดสร้างสรรค์สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อได้สร้างสรรค์งานศิลปะ จึงช่วยในการพัฒนาสมองซีกซ้าย เด็กก็จะมีสมาธิ นิ่งและสนใจอะไรมากกว่าเด็กทั่วไป สรุปแล้วศิลปะถือเป็นการเริ่มต้นการเรียนรู้ขั้นแรกของเจ้าหนูนั่นเอง

แม่สอนหนูรักศิลปะ
1. ศิลปะขั้นแรกที่แม่ต้องสอนหนูนั้น เริ่มจากงานวาดภาพ โดยให้คุณแม่เรียนวาดภาพ แล้วสอนให้ลูกวาดตาม ตอนหัดวาดใหม่ๆ คุณแม่อาจต้องจับมือให้เขาฝึกการใช้ดินสอและสีให้คล่องเสียก่อน โดยภาพที่สอนเขาวาดจะมีความแตกต่างกันไปในทุกครั้งที่วาด เช่น บ้าน ที่มีภูเขา ต้นไม้ ท้องฟ้า ครั้งต่อไปก็มีการเปลี่ยนรูปทรงไปเรื่อยๆ เช่น การเพิ่มเส้น เพิ่มแสงเงา เพื่อให้ภาพดูต่างไปจากเดิม หนูก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงด้วย
ต่อมาเมื่อหนูจับดินสอเก่ง รู้สเต็ปของการวาดแล้ว ให้คุณแม่ร่างภาพที่คุณแม่วาด หรือรูปศิลปะแบบที่เข้าใจง่ายๆ ไว้ตรงหน้า ให้เขาเลียนแบบการวาดในช่วงแรกเสียก่อน แล้วปล่อยให้ลูกวาดตาม การทำเช่นนี้จะทำให้เขาเกิดจินตนาการขึ้นมาในสมอง และเขาก็จะสามารถวาดออกมาเป็นภาพที่สวยงามเป็นธรรมชาติ
2. วางดินสอ พู่กัน ที่ระบายสีและสมุดวาดเขียนไว้ตามที่ต่างๆ ของบ้านเช่น ห้องนอน มุมนั่งเล่น หรือการสรรหาภาพศิลปะสวยๆ มาวางเรียงรายไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน เพื่อกระตุ้นให้เขาเกิดการอยากจับ อยากเขียน ให้เขารู้สึกว่าศิลปะนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
3. บางครอบครัวมีการทาสีห้องใหม่ให้เป็นสีขาว จากนั้นก็ปล่อยให้ลูกระบายสีได้ตามจินตนาการ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะให้กับเด็กได้ เป็นห้องแสนโปรดที่เขาจะมีความสุขทุกครั้งที่เขาได้ทำ
4. หลังจากที่ลูกวาดภาพเสร็จ ถ้าผลงานนั้นออกมาน่าพอใจ ควรที่จะชื่นชมและยกย่องเพื่อให้กำลังกับลูก แต่ถ้ารู้สึกว่าผลงานนั้นขาดรายละเอียดไปบ้าง คุณแม่ควรพูดเสริมให้กำลังใจ เช่น ถ้าหนูลองเพิ่มเส้นตรงนี้ให้คมขึ้น ใส่เงาตรงนี้น่าจะดีนะ เป็นต้น

วัยเตาะแตะ
ศิลปะควรเริ่มจากง่ายๆ ให้เขามีพื้นฐาน เช่น การวาดภาพลายเส้นเพื่อให้เขารู้ว่า นี่เส้นตรงนะ เส้นหยัก เส้นเฉียง ฝึกการใช้ดินสอสี สีที่ใช้ในวัยเด็ก คือสีไม้ และสีเทียน อาจใช้รูปศิลปะที่มีความสวยงามให้เขาดูเป็นแบบเพื่อสร้างจินตนาการได้ แต่ไม่ควรแนะนำว่าลูกต้องวาดให้ได้อย่างนี้นะ ถึงจะสวย เพราะการชี้แนะเช่นนี้ เท่ากับเป็นการปิดกั้นความคิด และเขาจะตีกรอบศิลปะตามแบบของคุณแม่ ไม่ใช่มาจากจินตนาการข้างในของเขา
เชื่อว่า ถ้าลูกน้อยซึมซับและรักในงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นงานวาด งานปั้น งานอื่นใดก็ตาม สิ่งที่น้องหนูจะได้รับตามมาอย่างแน่นอน คืออารมณ์แบบศิลปินคือ อารมณ์ดี ใจเย็น ไม่วู่วาม เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีความดีหลากหลายด้าน ดังนั้น มาผลักดันให้ลูกลูกชอบศิลปะกันเถิดค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

นิตยสารแม่และเด็ก

วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553

หัดกุหลาบ (ส่าไข้) โรคในเด็กเล็ก แม่มือใหม่ควรรู้จัก

โรคหัดกุหลาบ หรือ ที่เรียกๆกันว่า ส่าไข้ คุณแม่บางคนอาจจะเคยประสบกับตัวเองมาแล้ว แต่สำหรับคุณแม่มือใหม่อย่างอุ้ยแล้ว เพิ่งจะเคยเจอนี่ละค่ะ ก็เลยเอาประสบการณ์มาเล่าให้คุณแม่ๆได้รู้จักกันค่ะ
.....วันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นวันคล้ายวันเกิดน้องเอ่เอ้ ที่ได้ลืมตาดูโลกใบนี้เป็นครั้งแรก อายุครบ 1 ขวบพอดี แต่..แล้วเรื่องที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น จากการที่ลูกไม่เคยป่วย หรือว่าเป็นหวัดเลย เมื่อเย็นวันที่ 31 สิงหาคม น้องเอ่เอ้ไม่ยอมกินข้าวเลย แม่จ๋าก็คิดว่า ลูกคงจะอิ่มขนม เพราะคุณยายมาเยี่ยมพอดี และตัวน้องเอ่เอ้เองก็ไม่ได้มีอาการซึม ที่บ่งบอกว่าลูกจะเป็นไข้ แม้แต่นิดเดียว กลับตรงข้าม ซนซะมากกว่าอีก ที่เห็นยายมาเยี่ยม
.....ช่วงดึก แม่จ๋าจับตัวลูก เริ่มตัวร้อนๆล่ะ ช่วงเช้าแน่ใจเลยว่าน้องเอ่เอ้ต้องเป็นไข้แน่ๆเลย ตัวร้อนจี๋เชียว แม่จ๋าทำได้ก็คือ คอยเช็ดตัวให้ลูก เพราะกลัวว่าลูกจะชัก เมื่อมีไข้สูงถึง 39.6 ข้าวก็ไม่ยอมกินเลย จะกินแต่ขนมปัง กับนมแม่เอง
.....แม่จ๋าพาน้องเอ่เอ้ไปถวายสังฆทานที่วัด น้องเอ่เอ้ก็ซนไม่อยู่นิ่งเลย ขนาดว่าตัวร้อนน่ะ ไม่มีน้ำมูก ไม่ไอ ตัวร้อนอย่างเดียวเลย ตอนเย็นแม่จ๋าพาน้องเอ่เอ้ไปหาหมอ หมอให้ยาลดไข้มากิน ทุกๆ 4 ชม. ถ้าถ้ากินยาลดไข้แล้ว ยังมีไข้อยู่ คุณหมอให้ไปเจาะเลือดที่ รพ.แม่จ๋าก็ทำตามที่คุณหมอบอกมาอ่ะน่ะ ช่วงดึกๆ น้องเอ่เอ้จะตื่นบ่อยมาก งอแงด้วย แม่จ๋าก็อดสงสารหนูไม่ได้ คอยนั่งจับตัวลูกอยู่ตลอดเลย
.....วันที่ 2 กันยายน ช่วงเช้าน้องเอ่เอ้ไข้ลดลง แม่จ๋ายังไม่อาบน้ำให้ก่อน เช็ดตัวอย่างเดียว และก็ยังให้กินยาอยู่ แต่ก็ยังไม่มีอาการซึมใดๆเลย ซนได้ปกติ และก็ยอมกินข้าวบ้างไม่เยอะ ช่วงดึกๆ ยังตื่นบ่อยเหมือนเดิม ไม่งอแงมาก
.....เช้าวันที่ 3 ตื่นเช้ามา แม่จ๋าอุ้มเดินผ่านหม้อหุงข้าว น้องเอ่เอ้ยกมือไหว้ใหญ่เลย ประมาณว่า อยากได้อะไรยกมือใหญ่ ขอบคุณไว้ก่อนอะไรประมาณนั้น แม่จ๋าก็ป้อนข้าวให้ไปคำหนึ่ง และก็จะกินอีก กินได้เยอะเลย เหมือนกับว่า หิวมากๆ ตัวไม่ร้อนแล้ว เข้าวันที่ 4 น้องเอ่เอ้เริ่มมีผดผื่นขึ้นตามตัว แผ่นหลัง ต้นคอ ใบหน้า โอ๊ย !!! แม่จ๋าตกใจมาก รีบพาไปหาหมอคนเดิมอีกครั้ง คุณหมอบอกว่า ไม่ต้องตกใจไปค่ะ ลูกเป็นโรคส่าไข้ คือจะเป็นผดผื่น แดงๆ หลังจากเป็นไข้นั้นเอง ไม่ต้องกินยาหรือว่าทายาอะไร ประมาณ 2-3 วันก็จะหายไปเอง  แม่จ๋านึกว่าลูกจะเป็นไข้เลือดออกซะแล้ว
.....กลับมาถึงบ้าน แม่จ๋าก็ทำการค้นหาอีกนั้นแหละว่า โรคส่าไข้ คืออะไร เป็นยังไง ไปเจอของนิตรสารบันทึกคุณแม่ น่าสนใจมากๆเลยค่ะ นำมาฝากกันค่ะ
.....ส่าไข้ หรือไข้ออกผื่น หรือบางคนเรียกว่าไข้ผื่นดอกกุหลาบ เป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก ช่วงอายุประมาณ 6 เดือนถึง 3 ปี โดยเฉพาะช่วงอายุ 6 เดือน-1 ปีครึ่ง อาจจะพบบ่อยที่สุด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งเป็นเองหายเองได้ แต่อาการแทรกซ้อนของโรค เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ปกครองตกใจจนทำอะไรไม่ถูกได้เราจึงควรทำความรู้จักกับโรคนี้ และหาทางป้องกันอาการที่จะทำให้ต้องตกอกตกใจ
ส่าไข้หรือไข้ออกผื่น เกิดจากเชื้อไวรัส Herpes ชนิดที่ 6 ติดมาทางน้ำลาย เช่น การดื่มน้ำจากแก้วเดียวกัน ทานอาหารช้อนเดียวกันเป็นต้น เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะฟักตัวประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็จะเริ่มมีการทำให้เด็กไข้สูงมากแบบทันทีทันใด และไม่ยอมลง แม้จะกินยา เช็ดตัวอย่างถูกวิธี ไข้ก็ยังสูงอยู่ อาจจะต่ำลงมาบ้างตอนที่กินยาลดไข้ใหม่ๆ และเช็ดตัว พอหยุดเช็ดตัวไข้จะขึ้นสูงอีกกระหม่อมเด็กอาจจะโป่งตึงได้ อาการอื่นๆ ไม่ค่อยชัดเจน ไม่ค่อยไอ น้ำมูกไม่ค่อยมี แม้เด็กจะไข้สูงมากแบบทันทีทันใด และไม่ยอมลง แม้จะกินยาเช็ดตัวอย่างถูกวิธี ไข้ก็ยังสูง อาจจะต่ำลงมาบ้างตอนที่กินยาลดไข้ใหม่ๆ และเช็ดตัว พอหยุดเช็ดตัวไข้จะขึ้นสูงอีก แม้เด็กจะไข้สูงก็ยังดูไม่ซึม ยังเล่นได้ กินได้ หลังจากมีไข้ประมาณ 3-4 วัน จะมีผื่นขึ้นเป็นจุดแดงๆ เล็กๆ ไม่นูน ผื่นมักจะปรากฏที่ตัก หน้า และคอ ที่แขนขามีน้อย เมื่อผื่นขึ้น ไข้ก็จะลงตามมาในเวลาไล่เรี่ยกัน วันที่ผื่นขึ้นวันแรกเด็กจะงอแง ร้องกวนมากกว่าตอนที่มีไข้ และอาจมีถ่ายเหลวสัก 1-2 วัน ผื่นจะค่อยๆ จางลงในเวลาประมาณ 3-4 วัน และที่สำคัญผื่นพวกนี้จะไม่คัน
ข้อควรระวังของโรคนี้ อยู่ที่อาการแทรกซ้อนของโรค ที่สำคัญคือเรื่องชักจากไข้สูง เพราะโรคนี้มักจะมีไข้สูงตลอด และชอบเป็นในเด็กหลังอายุ 6 เดือน ซึ่งเป็นช่วงอายุที่จะชักได้ง่าย โดยเฉพาะเวลากลางคืนที่พ่อแม่เผลอหลับไป ดังนั้น เมื่อมีเด็กเป็นโรคนี้หรือสงสัยว่าจะเป็น ควรให้ยาลดไข้และเช็ดตัวตลอด ใช้น้ำก๊อกธรรมดาเช็ดที่ตัว เว้นปลายมือ ปลายเท้าที่มักจะเย็นอยู่แล้ว เวลาเด็กมีไข้สูง การเช็ดตัวให้ถูแรงสักหน่อย ให้ผิวหนังแดงๆ และที่สำคัญให้เน้นที่ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ บริเวณเหล่านี้มีเส้นเลือดขนาดใหญ่ จะช่วยให้ไข้ลดลงเร็วกว่าที่อื่น โดยโปะผ้าชุบน้ำเอาไว้แล้วเปลี่ยนบ่อยๆ เมื่อไข้ลงแล้วให้เช็ดตัวให้แห้ง ใส่เสื้อผ้าบางๆ ให้ความร้อนระบายได้ง่าย เด็กสามารถนอนเปิดแอร์หรือเป่าพัดลมได้ จะช่วยให้ความร้อนระบายได้ดีขึ้น
ถ้าเด็กเกิดชักขึ้นมา อาการชักจากไข้สูงโดยทั่วไปจะหยุดได้เอง ภายในเวลาไม่เกิน 4 นาที จึงมักไม่กระทบกระเทือนต่อสมองของเด็ก แต่ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองตกอกตกใจได้ ถ้าลูกชักให้ตั้งสติให้ดี ระวังอย่าให้เด็กได้รับอันตราย เช่น ระวังอย่าให้ศรีษะกระแทกของแข็ง อย่าให้กัดลิ้นตัวเองจับหน้าหันไปด้านข้าง จะได้ไม่สำลักอาหารแล้วรีบเช็ดตัวให้ไข้ลดลง พร้อมกับนำส่งโรงพยาบาล เพื่อให้การวินิจฉัย และการรักษาที่ถูกต้องต่อไป


ต้องขอขอบคุณ นิตรสารบันทึกคุณแม่ ค่ะ ^^