อุ้ยได้อ่านบทความนึงค่ะ ถูกใจคุณแม่มือใหม่มากๆเลย ทำให้รู้สึกว่าชีวิตคนเรา การดำเนินชีวิต เหมือนกับวงกลม ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นที่ตรงไหน จุดจบก็อยู่ตรงนั้น ในวงกลมชีวิต อ่านให้จบกันน่ะค่ะ จะได้รู้ว่าอะไรที่มีค่าที่สุดใน "ชีวิตเรา"
"เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของลูกผู้ชายคนหนึ่งที่ตระเวนทั้งเรียน ทั้งทำงาน ไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แม้เขาจะเติบกล้าเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ความรู้เพิ่มมากขึ้น โลกใบนี้เริ่มเล็กลง แต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม(ในเมืองจีน)ก็เริ่มแก่ตัวลง ลูกคนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ได้ แต่ติดต่อกันทางจดหมาย โชคดีต่อมามีไอพีการ์ด เลยได้คุยสดกันบ้าง ทุกครั้งแม่ก็จะคอยเตือนให้ระวังสุขภาพของตัวเอง ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง
...ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ เขารู้ดีว่าแม่เริ่มคิดถึงเขามากจนกระทั่งปีนี้ แม่อายุ 75 ปี เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่โดยตั้งใจว่า จะอยู่สัก 1 เดือน จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ แต่ขออยู่เป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ
...แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูก แม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ ดึงเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่...สำหรับคนอายุ 75 ปี เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยพอกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง
...แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง หน้าตาเหี่ยวย่น ช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย..
แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ โดยที่หาทราบไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว เพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย แม่หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10 กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม “เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม
...ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ
เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่าแม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย
ผมเลยพูดไม่ออก พอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย..”
“พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว
แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง... ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้น แต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ” “ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมาในนั้น เป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ ครั้งหนึ่งมีเรื่อง คนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย
แม่เป็นห่วงมากถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร ตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น”
...แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบากวางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดีต้องใช้แว่นขยายอ่านได้วันละ2หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้ ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบแต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง ผมรู้สึกเอะใจเลยถามว่า“แม่นั่นกระดาษอะไรขอผมดูหน่อยนะ”แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู
มันเป็นบทความบทหนึ่งชื่อว่า“เมื่อฉันแก่ตัวลง”ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อ วันที่ 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกที บทความนั้นคัดมาจาก นิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก ฉบับเดือนพฤศจิกายน
...ผมอ่านบทความนั้นทันที ... เมื่อฉันแก่ตัวลง.....ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน
มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง....
...ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ...ที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง
ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆ ที่เธอรู้สึกเบื่อ… ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน
ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆ ซากๆ จนเธอหลับเลย
ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆ ได้ไหม
ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบเพื่อให้....เธอยอมอาบน้ำ
...ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆ โปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน…
จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม “ทำไม ทำไม”
ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว
ขอ....จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน
เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ
หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด
ที่จริงสำหรับฉันแล้ว....กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก
ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน......ฉันก็พอใจแล้ว
ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง...ไม่ต้องเสียใจ...
ขอให้เข้าใจฉัน....สนับสนุนฉัน
ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
ในตอนนั้น....ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต
ตอนนี้....ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต……
โปรด....ให้ความรักและความอดทนต่อ....ฉัน
ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ....
ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน....มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้
ของฉันที่มีให้กับ..........เธอ"
...ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที.... เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนนั้นแม่เดินออกมา
ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนแรก แม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไป
แล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว
จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึกแม่จะดีใจมากเหมือนกับว่า หนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภ
สำหรับผมและเหมือนกับว่า การที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้นผมได้กลับมาเป็นเด็กดี
ของแม่อีกครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น
ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ “เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบเอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป...
ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ ให้กับลูกๆทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย... ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหาท่านหรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง
บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ.... ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่า...แค่ได้รับรู้ว่า
เราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยมท่านได้... ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน...โปรดยิ้มให้กว้างๆ และยิ้มบ่อยๆ
แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่ท่านจะรู้สึกได้......
***ไม่ได้ระบุที่มาไว้นะค่ะ รู้แต่ว่ามาจากภาษาจีน อุ้ยไม่ได้มีเจตนาทำลายสิ่งใด มีเจตนาดีๆ ที่อยากจะให้ทุกคนหันกลับไปมองพ่อแม่ที่บ้านที่นับวันก็จะอายุมากขึ้นทุกทีดูแลท่านดีๆนะค่ะ ขอบคุณค่ะ
รักแม่มากๆเลยค่ะ เดียววันอาทิตย์นี่เจอกัน จะซื้อขนมไปฝากน่ะค่ะ ^^
วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2553
สร้างศิลปินน้อยวัยเตาะแตะ
ศิลปะวัยเตาะแตะ คุณแม่ทั้งหลายฟังแล้ว อย่าเพิ่งตัดสินความสามารถของลูกเสียก่อน ว่าหนูทำไม่ได้หรอก ยากเกินไป เพราะการคิดเช่นนี้ เท่ากับเป็นการปิดกั้นโอกาสลูกซะแล้ว เพราะอันที่จริง วัยเตาะแตะนี้สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ง่าย เรื่องศิลปะจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับหนูเลย ถ้าได้ฝึกอย่างมีชั้นเชิง
เด็กสามารถเรียนศิลปะได้ตั้งแต่วัยก่อน 1 ขวบ หรือถ้าจะให้พร้อมก็เมื่อเขาเริ่มเดินได้แข็ง และใช้มือได้คล่องขึ้น แต่ทั้งนี้วัยเตาะแตะก็ยังต้องการคุณแม่เป็นผู้ฝึกปรือคนสำคัญ ซึ่งข้อดีการสอนศิลปะให้เด็กตั้งแต่เล็กๆ นั้น คือสมองของหนูในช่วงวัยนี้ยังเต็มไปด้วยจินตนาการ จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วและซึมซับง่ายขึ้น
ศิลปะให้สิ่งดีๆ กับหนู
เพราะหนูน้อยวัยเตาะแตะได้ฝึกกล้ามเนื้อมือ นิ้วมือ ไปด้วย ขณะเดียวกันประสาทสัมผัสทางตาก็ได้ฝึกฝนให้ทำงานได้ประสานกันมากขึ้น อีกทั้งความคิดสร้างสรรค์สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อได้สร้างสรรค์งานศิลปะ จึงช่วยในการพัฒนาสมองซีกซ้าย เด็กก็จะมีสมาธิ นิ่งและสนใจอะไรมากกว่าเด็กทั่วไป สรุปแล้วศิลปะถือเป็นการเริ่มต้นการเรียนรู้ขั้นแรกของเจ้าหนูนั่นเอง
แม่สอนหนูรักศิลปะ
1. ศิลปะขั้นแรกที่แม่ต้องสอนหนูนั้น เริ่มจากงานวาดภาพ โดยให้คุณแม่เรียนวาดภาพ แล้วสอนให้ลูกวาดตาม ตอนหัดวาดใหม่ๆ คุณแม่อาจต้องจับมือให้เขาฝึกการใช้ดินสอและสีให้คล่องเสียก่อน โดยภาพที่สอนเขาวาดจะมีความแตกต่างกันไปในทุกครั้งที่วาด เช่น บ้าน ที่มีภูเขา ต้นไม้ ท้องฟ้า ครั้งต่อไปก็มีการเปลี่ยนรูปทรงไปเรื่อยๆ เช่น การเพิ่มเส้น เพิ่มแสงเงา เพื่อให้ภาพดูต่างไปจากเดิม หนูก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงด้วย
ต่อมาเมื่อหนูจับดินสอเก่ง รู้สเต็ปของการวาดแล้ว ให้คุณแม่ร่างภาพที่คุณแม่วาด หรือรูปศิลปะแบบที่เข้าใจง่ายๆ ไว้ตรงหน้า ให้เขาเลียนแบบการวาดในช่วงแรกเสียก่อน แล้วปล่อยให้ลูกวาดตาม การทำเช่นนี้จะทำให้เขาเกิดจินตนาการขึ้นมาในสมอง และเขาก็จะสามารถวาดออกมาเป็นภาพที่สวยงามเป็นธรรมชาติ
2. วางดินสอ พู่กัน ที่ระบายสีและสมุดวาดเขียนไว้ตามที่ต่างๆ ของบ้านเช่น ห้องนอน มุมนั่งเล่น หรือการสรรหาภาพศิลปะสวยๆ มาวางเรียงรายไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน เพื่อกระตุ้นให้เขาเกิดการอยากจับ อยากเขียน ให้เขารู้สึกว่าศิลปะนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
3. บางครอบครัวมีการทาสีห้องใหม่ให้เป็นสีขาว จากนั้นก็ปล่อยให้ลูกระบายสีได้ตามจินตนาการ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะให้กับเด็กได้ เป็นห้องแสนโปรดที่เขาจะมีความสุขทุกครั้งที่เขาได้ทำ
4. หลังจากที่ลูกวาดภาพเสร็จ ถ้าผลงานนั้นออกมาน่าพอใจ ควรที่จะชื่นชมและยกย่องเพื่อให้กำลังกับลูก แต่ถ้ารู้สึกว่าผลงานนั้นขาดรายละเอียดไปบ้าง คุณแม่ควรพูดเสริมให้กำลังใจ เช่น ถ้าหนูลองเพิ่มเส้นตรงนี้ให้คมขึ้น ใส่เงาตรงนี้น่าจะดีนะ เป็นต้น
วัยเตาะแตะ
ศิลปะควรเริ่มจากง่ายๆ ให้เขามีพื้นฐาน เช่น การวาดภาพลายเส้นเพื่อให้เขารู้ว่า นี่เส้นตรงนะ เส้นหยัก เส้นเฉียง ฝึกการใช้ดินสอสี สีที่ใช้ในวัยเด็ก คือสีไม้ และสีเทียน อาจใช้รูปศิลปะที่มีความสวยงามให้เขาดูเป็นแบบเพื่อสร้างจินตนาการได้ แต่ไม่ควรแนะนำว่าลูกต้องวาดให้ได้อย่างนี้นะ ถึงจะสวย เพราะการชี้แนะเช่นนี้ เท่ากับเป็นการปิดกั้นความคิด และเขาจะตีกรอบศิลปะตามแบบของคุณแม่ ไม่ใช่มาจากจินตนาการข้างในของเขา
เชื่อว่า ถ้าลูกน้อยซึมซับและรักในงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นงานวาด งานปั้น งานอื่นใดก็ตาม สิ่งที่น้องหนูจะได้รับตามมาอย่างแน่นอน คืออารมณ์แบบศิลปินคือ อารมณ์ดี ใจเย็น ไม่วู่วาม เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีความดีหลากหลายด้าน ดังนั้น มาผลักดันให้ลูกลูกชอบศิลปะกันเถิดค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสารแม่และเด็ก
เด็กสามารถเรียนศิลปะได้ตั้งแต่วัยก่อน 1 ขวบ หรือถ้าจะให้พร้อมก็เมื่อเขาเริ่มเดินได้แข็ง และใช้มือได้คล่องขึ้น แต่ทั้งนี้วัยเตาะแตะก็ยังต้องการคุณแม่เป็นผู้ฝึกปรือคนสำคัญ ซึ่งข้อดีการสอนศิลปะให้เด็กตั้งแต่เล็กๆ นั้น คือสมองของหนูในช่วงวัยนี้ยังเต็มไปด้วยจินตนาการ จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้เร็วและซึมซับง่ายขึ้น
ศิลปะให้สิ่งดีๆ กับหนู
เพราะหนูน้อยวัยเตาะแตะได้ฝึกกล้ามเนื้อมือ นิ้วมือ ไปด้วย ขณะเดียวกันประสาทสัมผัสทางตาก็ได้ฝึกฝนให้ทำงานได้ประสานกันมากขึ้น อีกทั้งความคิดสร้างสรรค์สามารถเกิดขึ้นได้ เมื่อได้สร้างสรรค์งานศิลปะ จึงช่วยในการพัฒนาสมองซีกซ้าย เด็กก็จะมีสมาธิ นิ่งและสนใจอะไรมากกว่าเด็กทั่วไป สรุปแล้วศิลปะถือเป็นการเริ่มต้นการเรียนรู้ขั้นแรกของเจ้าหนูนั่นเอง
แม่สอนหนูรักศิลปะ
1. ศิลปะขั้นแรกที่แม่ต้องสอนหนูนั้น เริ่มจากงานวาดภาพ โดยให้คุณแม่เรียนวาดภาพ แล้วสอนให้ลูกวาดตาม ตอนหัดวาดใหม่ๆ คุณแม่อาจต้องจับมือให้เขาฝึกการใช้ดินสอและสีให้คล่องเสียก่อน โดยภาพที่สอนเขาวาดจะมีความแตกต่างกันไปในทุกครั้งที่วาด เช่น บ้าน ที่มีภูเขา ต้นไม้ ท้องฟ้า ครั้งต่อไปก็มีการเปลี่ยนรูปทรงไปเรื่อยๆ เช่น การเพิ่มเส้น เพิ่มแสงเงา เพื่อให้ภาพดูต่างไปจากเดิม หนูก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงด้วย
ต่อมาเมื่อหนูจับดินสอเก่ง รู้สเต็ปของการวาดแล้ว ให้คุณแม่ร่างภาพที่คุณแม่วาด หรือรูปศิลปะแบบที่เข้าใจง่ายๆ ไว้ตรงหน้า ให้เขาเลียนแบบการวาดในช่วงแรกเสียก่อน แล้วปล่อยให้ลูกวาดตาม การทำเช่นนี้จะทำให้เขาเกิดจินตนาการขึ้นมาในสมอง และเขาก็จะสามารถวาดออกมาเป็นภาพที่สวยงามเป็นธรรมชาติ
2. วางดินสอ พู่กัน ที่ระบายสีและสมุดวาดเขียนไว้ตามที่ต่างๆ ของบ้านเช่น ห้องนอน มุมนั่งเล่น หรือการสรรหาภาพศิลปะสวยๆ มาวางเรียงรายไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน เพื่อกระตุ้นให้เขาเกิดการอยากจับ อยากเขียน ให้เขารู้สึกว่าศิลปะนั้นไม่ใช่เรื่องยาก
3. บางครอบครัวมีการทาสีห้องใหม่ให้เป็นสีขาว จากนั้นก็ปล่อยให้ลูกระบายสีได้ตามจินตนาการ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะให้กับเด็กได้ เป็นห้องแสนโปรดที่เขาจะมีความสุขทุกครั้งที่เขาได้ทำ
4. หลังจากที่ลูกวาดภาพเสร็จ ถ้าผลงานนั้นออกมาน่าพอใจ ควรที่จะชื่นชมและยกย่องเพื่อให้กำลังกับลูก แต่ถ้ารู้สึกว่าผลงานนั้นขาดรายละเอียดไปบ้าง คุณแม่ควรพูดเสริมให้กำลังใจ เช่น ถ้าหนูลองเพิ่มเส้นตรงนี้ให้คมขึ้น ใส่เงาตรงนี้น่าจะดีนะ เป็นต้น
วัยเตาะแตะ
ศิลปะควรเริ่มจากง่ายๆ ให้เขามีพื้นฐาน เช่น การวาดภาพลายเส้นเพื่อให้เขารู้ว่า นี่เส้นตรงนะ เส้นหยัก เส้นเฉียง ฝึกการใช้ดินสอสี สีที่ใช้ในวัยเด็ก คือสีไม้ และสีเทียน อาจใช้รูปศิลปะที่มีความสวยงามให้เขาดูเป็นแบบเพื่อสร้างจินตนาการได้ แต่ไม่ควรแนะนำว่าลูกต้องวาดให้ได้อย่างนี้นะ ถึงจะสวย เพราะการชี้แนะเช่นนี้ เท่ากับเป็นการปิดกั้นความคิด และเขาจะตีกรอบศิลปะตามแบบของคุณแม่ ไม่ใช่มาจากจินตนาการข้างในของเขา
เชื่อว่า ถ้าลูกน้อยซึมซับและรักในงานศิลปะไม่ว่าจะเป็นงานวาด งานปั้น งานอื่นใดก็ตาม สิ่งที่น้องหนูจะได้รับตามมาอย่างแน่นอน คืออารมณ์แบบศิลปินคือ อารมณ์ดี ใจเย็น ไม่วู่วาม เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีความดีหลากหลายด้าน ดังนั้น มาผลักดันให้ลูกลูกชอบศิลปะกันเถิดค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสารแม่และเด็ก
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)