Welcom to new mom blog

ยินดีต้อนรับคุณพ่อ คุณแม่มือใหม่ แชร์ประสบการณ์และหาความรู้เพิ่มเติม

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การเลิกแพมเพริสของน้องเอ่เอ๊

ห่างหายไปนาน ไม่ค่อยได้เข้ามาอับเดตบล็อคเท่าไหร่เลย แต่ถึงยังไงก็ไม่ลืมอับแน่นอนจร้า ...เรื่อง การหัดลูกให้เลิกใช้แพมเพิส หยิบยกเรื่องการเลิกแพมเพิสของน้องเอ่เอ๊มาบอกเล่าเก้าสิบกันค่ะ
...ตั้งแต่แรกเกิด น้องเ่อ่เอ๊จะไม่ได้ใช้แพมเพิสช่วงกลางวันเลย จะมีแค่ช่วงที่ต้องเดินทางไปไหนไกลเท่านั้น การเลิกแพมเพิสสำหรับช่วงกลางวันสำหรับเอ่เอ๊เลยง่ายสักหน่อย

ช่วงกลางวัน จะขยันถามลูกบ่อยๆว่า หนูปวดฉี่หรอป่าวค่ะลูก ถ้าปวดฉี่ให้บอกแม่น่ะค่ะ ผ่านไปสักพักก็จะคอยสังเกตุเค้าตลอด ถ้าเค้าเริ่มเอามือไปจับที่เป้ากางเกง ยืนบิดไปบิดมา ใช่แน่นอนค่ะ ลูกเริ่มปวดฉี่แระ ก็จะพาเค้าไปเข้าห้องน้ำ  แต่ถ้าเกิดว่าลูกฉี่รดผ้า ก็จะบอกเค้าว่า เห็นมั้ยค่ะลูก หนูฉี่ใส่ผ้าแระ เปียก อับ มั้ยลูก หมิ่นด้วยน่ะ ทีหลังให้หนูบอกแม่น่ะค่ะ ก็จะพยายามพูดแบบนี้กับลูกตลอด จนกว่าเค้าจะยอมบอก เวลาที่ลูกฉี่ใส่ผ้า คุณแม่ๆห้ามดู ว่ากล่าว ลูกน่ะค่ะ จะเป็นการทำให้ลูกรู้สึกแย่ไปอีก เปลี่ยนมาเป็นการพูดว่า มะเป็นไรน่ะ ต่อไปหนูต้องบอกแม่น่ะ แค่เพียงเท่านี้ การเลิกแพมเพิสของเอ่เอ๊ก็ผ่านฉลุยค่ะ สำหรับกลางวัน

แต่ที่สำคัญสุดๆก็คือ การเลิกแพมเพิสสำหรับกลางคืน ช่างเป็นอะไรที่ทรมานคนเป็นแม่สุดๆไปเลย ทำใจอยู่นานเหมือนกันค่ะ สุดท้ายก็ต้องยอม วิธีการก็คือ ก่อนนอนให้ลูกเข้าห้องน้ำฉี่ให้เรียบร้อย หลังจากนั้น เที่ยงคืนจะปลุกลูกให้ตื่นมาฉี่รอบแรก อีกครั้งตอนตี 4 แม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกไว้เลย ห้ามขี้เกียจเด็ดขาด แต่ก็จะมีตัวช่วยนั้นก็คือ กระโถนพี่หมีที่รัก ก็จะเอาไปไว้ใกล้ๆเตียงนอน ช่วยได้มากเลยค่ะ  ก่อนนอนบอกลูกว่า หลับฝันดีน่ะค่ะลูกสาวของแม่ เดี่ยวแม่จะปลุกมาฉี่น่ะค่ะ  ก่อนจะปลุก ก็บอกว่า แม่มาปลุกหนูฉี่ค่ะลูก ลุกขึ้นมาฉี่ก่อนน่ะ ฉี่เสร็จแล้วเดี่ยวค่อยไปนอนต่อ ช่วงแรกๆ น้องเอ่เอ๊จะมีอาการงอแงเล็กน้อย แต่พอเจอบ่อยๆเข้าก็ชินค่ะ หลังจากลูกฉี่แล้วก็จะชมเค้าเสมอว่า เก่งจังเลยค่ะลูกแม่ แค่นี้เลยค่ะสำหรับการเลิกแพมเพิสของน้องเอ่เอ๊

มีอีกอย่างที่สำคัญมากก็คือ คุณแม่ๆต้องเตรียมที่นอน หาผ้ายางมารองกันไว้ เผื่่อลูกฉี่ใส่ผ้าจะได้ไม่โดนที่นอน การเลิกแพมเพิสของเด็กแต่ล่ะคนจะไม่เหมือนกัน ความยาก หรอง่าย  ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเอง คุณแม่ต้องใช้ความอดทน ใจเย็นๆ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป ช่วงเย็นๆก็ไม่ควรให้ลูกกินน้ำเยอะเกินไป มิฉะนั้นลุกจะฉี่ใส่ผ้าแน่นอนค่ะ ส่วนเรื่องเวลาก็ปรับเปลี่ยนได้ แต่พยายามให้เป็นเวลาเดิมๆจะดีกว่าค่ะ เป็นการสร้างความเคยชินให้ลูกด้วย ยังไงซะก็เป็นกำลังใจให้คุณแม่ๆที่กำลังจะเลิกแพมเพิสให้ลูกน้อยน่ะค่ะ ^^


วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

ผู้หญิงระหว่างตั้งครรภ์

สิ่งที่ควรปฏิบัติ
...หลักเลี่ยง ความวิตกกังวล เรื่องตื่นเต้น จากการฟังข่าวหรือหนังทีวีที่เร้าใจน่าหวาดเสียว และการทำอะไรที่รีบเร่ง ลูกในท้องจะได้รับกรรมพันธ์ทางความคิดติดตัวมาด้วย
...เด็กที่เกิดใหม่ในยุคนี้ มักจะมีปัญหาระบบดูดซึมเสียมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ สาเหตุมาจากแม่กินอาหารผัดน้ำมันหอยบ่อย หรอกินทุกวัน ทำให้ระบบดูดซึมเสียไปขัดขวางการดูดซึมวิตามินซี และบี เพื่อไปสร้างภูมิต้านทานภูมิแพ้
...บางคนไม่กินอาหารผัดน้ำมัน แต่เป็นคนที่ตื่่นเต้นง่าย ขี้ตกใจและหวาดกลัวไขมันก็จะผลิตขึ้นมาเองได้ โดยกลไกของร่างกาย ไขมันจะส่งไปถึงเด็กในท้องได้ เป็นสาเหตุให้เด็กเป็นภูมิแพ้

วิธีดูแล

  • แม่ควรกิน สูตรโยเกิร์ต+นมสด+น้ำผึ้ง+มะนาว
  • งดอาหารผัดน้ำมัน
  • ไม่วิตกกังวล ไม่ตื่นเต้นง่าย
หลังคลอด

  • กินกระเจี้ยบเขียว เพื่อสมานแผลภายใน
  • กินขมิ้นชันเป็นประจำ ช่วยขับน้ำนม และสมานแผลภายใน
  • กินน้ำกระชาย เพื่อขับน้ำคาวปลา
...ผู้หญิงตั้งครรภ์กิกินขมิ้นชันได้ตั้งแต่ลูกอยู่ในท้องจนคลอดลูก เมื่อให้นมลูกก็ยังกินขมิ้นชันและกระเจี้ยบเขียวช่วยสมานแผลภายในหลังคลอดให้หายเร็วขึ้น และยังช่วยขับพยาธิได้
...เมือให้นมลูก แม่ก็ควรกินขมิ้นชันด้วย ขมิ้นชันก็จะส่งไปถึงลูกที่กินนมแม่ ไปบำรุงโดยมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ มีวิตามิน เอ,ซี ,อี ช่วยให้กระเพาะแข็งแรง ลำไส้ใหญ่แข็งแรง ขับถ่ายดี ระบบย่อยดี ท้องไม่ผูก ผิวพรรณดี เด็กจะอารมณ์ดี ฉลาดไปจนโต
...ส่วนเด็กที่ระบบย่อยไม่ดี ขับถ่ายไม่ดี ท้องจะอืด ท้องเฟ้อ ร้องไห้เก่ง ผิวพรรณไม่สวย เป็นภูมิแพ้บ่อย เมื่อเด็กเลิกกินนมแม่แล้ว เอาขมิ้นชันชงกับนมให้ลูกกินก็ได้


**ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆจากหนังสือ เคล็ดวิธี แก้กรรม-ปัญหาชีวิต กินอย่างไร-ไร้โรคภัย

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

ผลงานของคุณแม่

ห่างหายไปนานนนนมาก สนุกกับการเลี้ยงลูกน้อยมากมาย ตอนนี้ลูกสาวคนสวยของแม่ก็ 2 ขวบ ครึ่งแระ ใกล้จะได้เข้าโรงเรียนกะเค้าแล้ว ...ความซนของลูกในแต่ล่ะวันไม่ค่อยซ้ำกันเลย แต่ในระหว่างนั้นก็จะมีเวลาว่างในช่วงที่ลูกหลับอ่ะน่ะ มานังถักโน้นนี่ไปเรื่อยๆ ตามประสาแม่ที่มีลูกสาวอ่ะน่ะ มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้างน๊าาาา อิอิ











ยังมีอีกเยอะเลยค่ะ ว่างๆจะถ่ายรูปลงให้ดูกันน่ะค่ะ บะบายยยย  ^^

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

"เมื่อฉันแก่ตัวลง" รักที่หาจากไหนไม่ได้

อุ้ยได้อ่านบทความนึงค่ะ ถูกใจคุณแม่มือใหม่มากๆเลย ทำให้รู้สึกว่าชีวิตคนเรา การดำเนินชีวิต เหมือนกับวงกลม ไม่ว่าเราจะเริ่มต้นที่ตรงไหน จุดจบก็อยู่ตรงนั้น ในวงกลมชีวิต อ่านให้จบกันน่ะค่ะ จะได้รู้ว่าอะไรที่มีค่าที่สุดใน "ชีวิตเรา"
"เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าของลูกผู้ชายคนหนึ่งที่ตระเวนทั้งเรียน ทั้งทำงาน ไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ แม้เขาจะเติบกล้าเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ความรู้เพิ่มมากขึ้น โลกใบนี้เริ่มเล็กลง แต่พ่อแม่ที่อยู่บ้านเดิม(ในเมืองจีน)ก็เริ่มแก่ตัวลง ลูกคนนี้ทำงานอยู่ต่างประเทศ ไม่ค่อยได้กลับมาเยี่ยมพ่อแม่ได้ แต่ติดต่อกันทางจดหมาย โชคดีต่อมามีไอพีการ์ด เลยได้คุยสดกันบ้าง ทุกครั้งแม่ก็จะคอยเตือนให้ระวังสุขภาพของตัวเอง ตั้งใจทำงาน ไม่ต้องเป็นห่วงแม่ ไม่ต้องกลับมาเยี่ยมบ่อยๆ เพราะจะสิ้นเปลืองเงินทอง
...ยิ่งพูดก็ยิ่งซ้ำๆซากๆ เขารู้ดีว่าแม่เริ่มคิดถึงเขามากจนกระทั่งปีนี้ แม่อายุ 75 ปี เขาจึงตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมแม่โดยตั้งใจว่า จะอยู่สัก 1 เดือน จะไม่ทำอะไรเป็นพิเศษ แต่ขออยู่เป็นเพื่อนแม่เพียงอย่างเดียว พอบอกข่าวนี้ให้แม่ทราบ
...แม้จะมีเวลาอีกตั้ง 2 เดือนเศษ แม่ก็เริ่มเตรียมตัวในการต้อนรับการกลับมาเยี่ยมบ้านของลูก แม่ดึงเอาสมุดบันทึกมาจดสิ่งที่ต้องตระเตรียม แม่เตรียมรายการอาหารที่ลูกชอบ ดึงเอาผ้าห่มที่ลูกเคยชอบห่มมาปะชุนใหม่...สำหรับคนอายุ 75 ปี เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยพอกลับถึงบ้าน ตอนอยู่บนเครื่องบิน เคยตั้งใจว่าจะขอกอดแม่ให้ชื่นใจสักครั้ง
...แต่พอมาเห็นแม่ แม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า ผอมแห้ง หน้าตาเหี่ยวย่น ช่างไม่เหมือนแม่คนก่อนหน้านี้เลย..
แม่ใช้เวลาทั้งชั่วโมงเตรียมอาหารที่ลูกเคยชอบ โดยที่หาทราบไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่ได้ชอบอาหารแบบนั้นแล้ว เพราะแม่ตาไม่ค่อยดี รสชาติอาหารจึงแย่มากๆ บางจานก็เค็มจัด บางจานก็จืดสนิท ผ้าห่มที่แม่อุตส่าห์เตรียมให้ทั้งหนาทั้งหยาบ ไม่สบายกายเลย แม่หารู้ไม่ว่าเดี๋ยวนี้ลูกนอนห้องแอร์และใช้ผ้าห่มขนแกะแล้ว แต่เขาก็ไม่บ่นอะไร เพราะเขาตั้งใจจะกลับมาเป็นเพื่อนแม่จริงๆ สองสามวันแรก แม่ยุ่งอยู่กับเรื่องจิปาถะ จนไม่มีเวลาพักผ่อน พอเริ่มได้พัก แม่ก็เริ่มพูดมาก สอนโน่นสอนนี่ พูดแต่ปรัชญาเก่าๆ ซึ่งปรัชญาเหล่านั้น 10 กว่าปีก่อนก็เคยพูดแล้ว พอลูกบอกให้ฟังว่า ปรัชญาเหล่านั้นไม่ทันสมัยแล้วแม่ก็เริ่มนิ่งเงียบและเศร้าซึม “เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ ผมพบว่าสุขภาพแม่แย่ลง โดยเฉพาะสายตา อาหารบางจานมีแมลงวันด้วย บางทีอาหารหกบนเตา แม่ก็เก็บใส่จานตามเดิม
...ครั้นผมพยายามชวนแม่ไปกินนอกบ้าน แม่ก็บอกอาหารข้างนอกไม่สะอาด ของแปลกปลอมเยอะ
เมื่อผมบอกแม่ว่าจะหาคนรับใช้มาช่วยแม่สักคน แม่ก็โวยวายว่าแม่เองยังสามารถทำงานเลี้ยงดูเด็กให้ผู้อื่นได้เลย
ผมเลยพูดไม่ออก พอผมจะออกไปช้อปปิ้ง แม่ก็จะตามไปด้วย ทำเอาวันนั้นทั้งวัน พวกเราไม่ได้ไปช้อปปิ้งเลย..”
“พอพวกเราเริ่มคุยกันในเรื่องทันสมัย แม่ก็จะหาว่าพวกเราเพี้ยน ผมก็เริ่มบอกแม่อย่างไม่ค่อยเกรงใจว่า แม่ นี่มันสมัยใหม่แล้ว
แม่ต้องหัดมองโลกในแง่ใหม่ๆบ้าง... ช่วงครึ่งเดือนหลังที่อยู่กับแม่ผมเริ่มขัดแม่มากขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกรำคาญเพิ่มมากขึ้น แต่เราไม่เคยทะเลาะกันนะ พอผมขัดแม่ แม่ก็หยุดกึกลง ไม่พูดไม่จา ในตามีแววเหม่อลอย โลกซึมเศร้าแบบคนแก่ของแม่ชักหนักขึ้นเรื่อยๆ” “ได้เวลาที่ผมจะต้องเดินทางกลับ แม่ดึงกล่องกระดาษกล่องหนึ่งออกมาในนั้น เป็นข่าวหนังสือพิมพ์ที่แม่ตัดเก็บไว้ในช่วงที่ผมไปอยู่เมืองนอก แม่เริ่มสนใจข่าวต่างประเทศเมื่อผมเดินทางไปนอก ทุกครั้งที่มีข่าวตึงเครียดในประเทศนั้นๆ แม่จะตัดข่าวเก็บไว้ ตั้งใจจะมอบให้ผมตอนที่ผมกลับมา แม่พูดอยู่เสมอว่า อยู่นอกบ้านนอกเมืองต้องระวังตัวให้มากๆ ครั้งหนึ่งมีเรื่อง คนญี่ปุ่นต่อต้านและข่มเหงคนจีน มีการปะทะกันด้วย
แม่เป็นห่วงมากถามเพื่อนบ้านว่าจะส่งข่าวไปเตือนผมที่ญี่ปุ่นได้อย่างไร ตอนนั้นผมสอนอยู่ที่ญี่ปุ่น”
...แม่ดึงเอาปึกกระดาษข่าวนั้นออกมาอย่างยากลำบากวางใส่ในมือผมเหมือนของวิเศษชิ้นหนึ่ง มันหนักมาก ผมเริ่มรู้สึกลำบากใจเพราะผมไม่อยากนำกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วผมรู้ว่าแม่เก็บมันด้วยความยากลำบาก แม่สายตาไม่ค่อยดีต้องใช้แว่นขยายอ่านได้วันละ2หน้าก็เก่งแล้ว นี่ยังตัดเก็บได้ขนาดนี้ ทันใดนั้นมีข่าวแผ่นหนึ่งปลิวหลุดลงมา แม่รีบเอื้อมไปหยิบแต่แทนที่แม่จะเก็บเข้ากองเดิม แม่กลับพับเก็บไว้ในกระเป๋าของตัวเอง ผมรู้สึกเอะใจเลยถามว่า“แม่นั่นกระดาษอะไรขอผมดูหน่อยนะ”แม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงล้วงออกมาวางบนข่าวปึกนั้นแล้วหุนหันเข้าครัวไปทำกับข้าวทันที ผมหยิบแผ่นข่าวนั้นขึ้นมาดู
มันเป็นบทความบทหนึ่งชื่อว่า“เมื่อฉันแก่ตัวลง”ตัดจากหนังสือพิมพ์เมื่อ วันที่ 6 ธันวาคม 2004 เป็นช่วงที่ผมเริ่มเถียงกับแม่ถี่มากขึ้นทุกที บทความนั้นคัดมาจาก นิตยสารฉบับหนึ่งของเม็กซิโก ฉบับเดือนพฤศจิกายน
...ผมอ่านบทความนั้นทันที ... เมื่อฉันแก่ตัวลง.....ไม่ใช่ฉันที่เคยเป็น ขอโปรดเข้าใจฉัน
มีความอดทนต่อฉันเพิ่มขึ้นอีกสักนิด ถ้าฉันทำน้ำแกงหกใส่เสื้อตัวเอง....
...ถ้าฉันลืมวิธีผูกเชือกรองเท้า ขอให้คิดถึงตอนเธอเด็กๆ...ที่ฉันสอนเธอหัดทำทุกอย่าง
ถ้าฉันเริ่มพร่ำบ่นแต่เรื่องเดิมๆ ที่เธอรู้สึกเบื่อ… ขอให้อดทนสักนิด อย่าเพิ่งขัดฉัน
ตอนเธอยังเล็กๆ ฉันยังเคยเล่านิทานซ้ำๆ ซากๆ จนเธอหลับเลย
ถ้าฉันต้องการให้เธอช่วยอาบน้ำให้ อย่าตำหนิฉันเลยนะ ยังจำตอนที่เธอยังเล็กๆ ได้ไหม
ฉันต้องทั้งกอดทั้งปลอบเพื่อให้....เธอยอมอาบน้ำ
...ถ้าฉันงงกับวิทยาการใหม่ๆ โปรดอย่าหัวเราะเยาะฉัน…
จำตอนที่ฉันเฝ้าอดทนตอบคำถาม “ทำไม ทำไม”
ทุกครั้งที่เธอถามได้ไหม ถ้าฉันเหนื่อยล้าจนเดินต่อไม่ไหว
ขอ....จงยื่นมือที่แข็งแรงของเธอออกมาช่วยพยุงฉัน
เหมือนตอนที่ฉันพยุงเธอให้หัดเดินในตอนที่เธอยังเล็กๆ
หากฉันเผอิญลืมหัวข้อที่กำลังสนทนากันอยู่โปรดให้เวลาฉันคิดสักนิด
ที่จริงสำหรับฉันแล้ว....กำลังพูดเรื่องอะไรไม่สำคัญหรอก
ขอเพียงมีเธออยู่ฟังฉัน......ฉันก็พอใจแล้ว
ตอนนี้ถ้าเธอเห็นฉันแก่ตัวลง...ไม่ต้องเสียใจ...
ขอให้เข้าใจฉัน....สนับสนุนฉัน
ให้เหมือนตอนที่ฉันสนับสนุนเธอตอนเธอเพิ่งเรียนรู้อะไรใหม่ๆ
ในตอนนั้น....ฉันนำพาเธอเข้าสู่เส้นทางชีวิต
ตอนนี้....ขอให้เธอเป็นเพื่อนฉันเดินไปให้สุดเส้นทางของชีวิต……
โปรด....ให้ความรักและความอดทนต่อ....ฉัน
ฉันจะยิ้มด้วยความขอบใจ....
ในแววตาอันฝ้าฟางของฉัน....มีแต่ความรักอันหาที่สิ้นสุดมิได้
ของฉันที่มีให้กับ..........เธอ"
...ผมอ่านบทความนั้นรวดเดียวจบทันที.... เกือบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ตอนนั้นแม่เดินออกมา
ผมแกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นตอนแรก แม่คงอยากให้ผมได้อ่านบทความนี้หลังจากผมกลับไป
แล้วจึงคะยั้นคะยอให้ผมนำข่าวปึกนั้นกลับไป ตอนผมจัดกระเป๋าเดินทาง ผมต้องสละไม่เอาสูทกลับไป 1 ตัว
จึงยัดเก็บปึกข่าวเหล่านั้นเข้าไปได้รู้สึกแม่จะดีใจมากเหมือนกับว่า หนังสือพิมพ์เหล่านั้นเป็นยันต์โชคลาภ
สำหรับผมและเหมือนกับว่า การที่ผมยอมรับหนังสือพิมพ์เหล่านั้นผมได้กลับมาเป็นเด็กดี
ของแม่อีกครั้งหนึ่งแม่ตามมาส่งผมจนถึงรถแท็กซี่เลยที่เดียว หนังสือพิมพ์ที่ผมนำกลับมาเหล่านั้น
ไม่ได้ใช้ทำประโยชน์อะไรเลย แต่บทความ “เมื่อฉันแก่ตัวลง” บทนั้น ผมได้ตัดเก็บไว้ในกรอบเอาไว้ข้างตัวฉันตลอดไป...
ตอนนี้ ผมขออุทิศบทความนี้ ให้กับลูกๆทั้งที่พเนจรและไม่ได้พเนจรทั้งหลาย... ถ้ามีเวลาว่างก็แวะไปหาท่านหรือไม่ก็โทรไปหาท่านบ้าง
บอกท่านว่าคุณอยากกินอาหารที่ท่านทำเสมอ.... ท่านไม่ได้ต้องการอะไรจากเรามากไปกว่า...แค่ได้รับรู้ว่า
เราสุขสบายดี..ถ้าหากเราไม่สามารถไปเยี่ยมท่านได้... ตอนคุยโทรศัพท์กับท่าน...โปรดยิ้มให้กว้างๆ และยิ้มบ่อยๆ
แม้ท่านจะมองไม่เห็น..แต่ท่านจะรู้สึกได้......


***ไม่ได้ระบุที่มาไว้นะค่ะ รู้แต่ว่ามาจากภาษาจีน อุ้ยไม่ได้มีเจตนาทำลายสิ่งใด มีเจตนาดีๆ ที่อยากจะให้ทุกคนหันกลับไปมองพ่อแม่ที่บ้านที่นับวันก็จะอายุมากขึ้นทุกทีดูแลท่านดีๆนะค่ะ ขอบคุณค่ะ
รักแม่มากๆเลยค่ะ เดียววันอาทิตย์นี่เจอกัน จะซื้อขนมไปฝากน่ะค่ะ ^^

4NewMom Cafe's Fan Box

4NewMom Cafe on Facebook